การตรวจวัดความร้อนด้วยอินฟราเรด (Infrared Thermography) ได้มีการยอมรับและนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการตรวจสอบ และวิเคราะห์ทางด้านไฟฟ้า โดยทำการตรวจจับจุดร้อน (Hot Spots) อันเนื่องมาจาก โหลดที่มากเกินไป (Excess Load), จุดต่อหลวม (Loose Connections), ความผิดปกติของอุปกรณ์ (Faulty equipment) หรือปัญหาอื่นๆ ที่สามารถวัดได้โดยใช้หลักการผลต่างของอุณหภูมิ

นอกจากการตรวจสอบ/วิเคราะห์ทางด้านไฟฟ้า อินฟราเรด ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือได้ของระบบ (Potential Reliability Problems), การเพิ่มความสามารถในการผลิต และความปลอดภัยได้อีกด้วย ซึ่งวิธีดังกล่าวมาข้างต้นจะนำไปสู่ การทำการบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ (Predictive Maintenance) อย่างครบวงจร ส่งผลให้บรรลุถึงจุดคุ้มทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

 

ควรใช้การตรวจสอบและวิเคราะห์กับอุปกรณ์ใด

            อุปกรณ์ที่มีความวิกฤติต่อระบบ  เช่น  ในแง่ของการผลิต  หรือความปลอดภัยของโรงงาน

 

การนำอินฟราเรดไปใช้งาน

 

เชิงกล  (Mechanical applications)

ปัญหา:  

อุปกรณ์เชิงกล/เครื่องมือกลมีปริมาณมากไม่สามารถตรวจวิเคราะห์ได้หมด 

อุปกรณ์เชิงกล/เครื่องมือกลถูกติดตั้งในบริเวณที่เข้าถึงได้ยาก

การแก้ปัญหา:  

นำอินฟราเรดเข้ามาใช้สามารถตรวจวิเคราะห์ได้ในขณะเครื่องทำงาน สามารถค้นหาปัญหาในระยะเวลารวดเร็ว  ก่อนการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป กล่าวคือ  การวิเคราะห์ความสั่นสะเทือน (Vibration analysis), การวิเคราะห์น้ำมัน  (Oil analysis)  และ การตั้งศูนย์โดยใช้เลเซอร์ (Laser Alignment) เป็นต้น

                                      

+ มอเตอร์ +

             IR เป็นวิธีการตรวจสอบที่ดีที่สุด สำหรับมอเตอร์ที่ติดตั้งในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก หรือ มอเตอร์ขนาดเล็กซึ่งไม่เหมาะกับการวิเคราะห์น้ำมัน

   จากรูปที่ 1 (a) แสดงให้เห็นว่า แบริ่งเกิดการ Overheat ซึ่งมี 2 ทางเลือก คือ เดินเครื่องต่อจนพัง หรือซ่อม โดยให้ตัดสินใจจากความวิกฤติของมอเตอร์ตัวนี้ที่มีผลกับระบบ  ในกรณีนี้มอเตอร์มีความสำคัญต่อการผลิต  จึงตัดสินใจซ่อม

 

+ เกียร์ (Gear Boxes) +

              IR เป็นเพียงวิธีการเดียวในการค้นหาปัญหาก่อนอุปกรณ์จะเสีย   ในกรณีที่อุปกรณ์นั้นเป็นกล่องเกียร์และมีความถี่ต่ำ

              จากรูปที่ แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิภายนอกของกล่องเกียร์  เกินค่าที่ผู้ผลิตกำหนด  กล่าวคือ

60°C  จากผลดังกล่าวทำให้สามารถตีความได้ว่าเกียร์ซึ่งอยู่ภายในต้องร้อนกว่า  90°C  ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ผิวอย่างแน่นอน

 

+ สายพาน (Conveyors) +

              IR เหมาะอย่างยิ่งในการตรวจ แบริ่งและสายพาน

                 จากรูปที่ 3 (a) แสดงให้เห็น เส้นความร้อน อันเกิดจากแรงเสียดสีของโลหะ (Metal Bracket)

กับสายพาน    จึงควรแก้ไขก่อนที่สายพานจะเสียหาย

 

              รูปที่ 3 (b) แสดงให้เห็นจุดร้อนบนสายพานอันเนื่องมาจากการตั้งศูนย์ไม่ดี (Misalignment)

 

 

              จากรูปที่ 4   แสดงให้เห็นจุดร้อนบนแบริ่งของสายพานในโรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งติดตั้งในบริเวณที่ยากจะเข้าถึง จากการนำ IR มาใช้   ทำให้พบว่าลูกกลิ้งบางลูกหายไป จึงถอดลงมาทำการแก้ไขก่อนความเสียหายจะเกิดขึ้น

+ ระบบสายพาน (Belt Drive Systems) +

               จากรูปที่ 5    แสดงให้เห็นว่าระดับอุณหภูมิสูงเกินกว่าที่สายพานจะรับได้  จึงได้ถอดสายพานพร้อมเปลี่ยนชนิดสายพานให้เหมาะกับการใช้งานที่อุณหภูมิสูง

 

ระดับของเหลว (Liquid Level)

             

 

                จากรูปที่ 6   แสดงระดับของเหลวในถังเก็บสารปิโตรเคมี

                 จากรูปที่ 7 แสดงระบบการกรอง ซึ่งมีวาล์วสำหรับเลือกถังกรองที่ 1 หรือ ถังกรองที่ 2

รูปที่ 7 (a)แสดงให้เห็นว่าการทำงานของวาล์วเป็นปกติในขณะที่ (b)  แสดงว่าวาล์วเกิดการรั่ว ซึ่งควรทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนต่อไป

 

                 จากรูปที่ 8   แสดงการไหลของสารภายในท่อ   หากเกิดการอุดตันจะเกิดการ Overheat และอาจนำไปสู่การระเบิดได้

 

HVAC

                       
                     
           
จากรูปที่ 9 แสดงส่วนที่ไม่ทำงานของ Evaporator Coil Bank

 

สุรศักดิ์ จันทร์มุ้ย

บริษัท ซัมมิท เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด

Text Box: สุรศักดิ์ จันทร์มุ้ย
บริษัท ซัมมิท เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด
 


 




Copy Right
©2006 Summit Engineering and Service Co.,Ltd
Design by gust interactive